วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ข้อแนะนำ 10 ประการ สำหรับผู้ที่เป็นสิว

ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่เป็นสิว

ขอสรุปข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ที่เป็นสิวไว้เป็นแนวทางในการดูแลตนเองดังนี้

1. การล้างหน้า ควรล้างด้วยสบู่อ่อนๆ เช่น สบู่เด็ก ซึ่งประกอบด้วยสารเคมีที่อ่อน ไม่ระคายเคืองหรือรบกวนการเกิดคอมมีโดน หรือสิวอุดตัน หรือเลือกสบู่อ่อนที่ใช้สารเคมีที่ผ่านการทดสอบแล้วว่าไม่ก่อให้เกิดสิว

2. ไม่ควรล้างหน้า เช็ดหน้าบ่อยๆ

3. ไม่ควรใช้เครื่องสำอางที่มีผลต่อการทำงานของผิวหนังและต่อมไขมัน เช่น ครีมบำรุงผิว ครีมนวดหน้า ครีมแก้รอยเหี่ยวย่นที่มีสตีรอยด์ผสมอยู่ ถ้าจำเป็นต้องใช้ ควรเลือกครีมหรือสารที่ให้ความชุ่มชื่นซึ่งมีส่วนประกอบเป็นสารเคมีที่ไม่ก่อให้เกิดสิว โดยทั่วไปชุดเมกอัพ เช่น ลิปสติก แป้ง บรัชออน มาสคาร่า อายแชโดว์ และชุดรองพื้น จะไม่ก่อให้เกิดสิว

4. อย่าบีบหรือแกะสิว

5. การใช้ยารักษาสิว ต้องระวังยาที่โฆษณาว่ารักษาได้ทั้งสิวและฝ้า แต่มีข้อแทรกซ้อนมากมาย โดยมีการกระตุ้นให้เกิดสิวอุดตันขึ้นมาใหม่มากกว่าเดิม ทำให้สิวไม่หายขาด

6. เลือกใช้ยาทาพวกเบนซอยล์เปอร์ออกไซด์ หรือกรดวิตามินเอตามชนิดของสิว ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาหรือแนะนะให้

7. ถ้ามีสิวอักเสบมาก ต้องกินยาปฏิชีวนะ ทีเหมาะสมควบคู่ไปด้วย เพื่อลดปริมาณเชื้อโรคที่ก่อให้เกิดสิวอักเสบ ไม่ควรซื้อยากินเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์

8. กินยาให้ครบและสม่ำเสมอ

9. หากมีปัญหาหรือข้อสงสัยในเรื่องของสิว และแนวทางการรักษาควรสอบถามจากแพทย์เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจน

สิวนั้นจัดเป็นความผิดปกติของผิวหนังที่พบบ่อยที่สุด หากคุณเข้าใจเรื่องของสิวอย่างดีพอ และดูแลรักษาตนเองอย่างถูกต้อง ย่อมช่วยให้การรักษาสิวเป็นไปอย่างได้ผล และลดข้อแทรกซ้อน เช่น การเกิดแผลเป็นลงได้มากทีเดียว

เพศสัมพันธ์ทำให้สิวกำเริบ หรือ ดีขึ้นก็ได้ จริงหรือไม่


เพศสัมพันธ์ทำให้สิวกำเริบ หรือ ดีขึ้นก็ได้ จริงหรือไม่

บางคนเชื่อว่าเพศสัมพันธ์ทำให้สิวดีขึ้น ความเชื่อนี้สืบเนื่องมาแต่ครั้งยุโรปโบราณที่ว่า การแต่งงานทำให้สิวหายไปได้ (Marriage cures acne) แท้ที่จริงผู้ที่แต่งงานแล้วอาจมีสิวหายไป เพราะวัยที่แต่งงานนั้นผ่านพ้นวัยรุ่น จึงเป็นวัยที่พบแล้วสิวน้อยลงโดยธรรมชาติอยู่แล้ว

ในทางตรงข้าม บางคนเชื่อว่าสิวจะกำเริบเมื่อมีเพศสัมพันธ์ซึ่งไม่เป็นจริง การมีเพศสัมพันธ์ไม่ได้มีส่วนกระตุ้นให้ฮอร์โมนเพศชายซึ่งเป็นต้นเหตุของสิวหลั่งออกมา จึงไม่เกี่ยวกับการเกิดสิว

โดยสรุปก็คือ การมีเพศสัมพันธ์ไม่ได้มีส่วนทำให้สิวเลวลงหรือดีขึ้นแต่อย่างใด

แต่ที่แน่นอนและขอฝากเตือนไว้ ก็คือ การมีเพศสัมพันธ์สำส่อนทำให้มีโอกาสติดโรคเอดส์สูงมาก ซึ่งโรคนี้ยังไม่มีทางรักษา กล่าวคือไม่มียาที่รักษาให้หายได้อย่างชะงัก ดังนั้นจึงต้องระวัง..

วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองไม่ได้ทำให้สิวกำเริบ

การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองไม่ได้ทำให้สิวกำเริบ

ความเชื่อที่ผิดๆ นี้เกิดเพราะสิวเริ่มเป็นมากในวัยรุ่น จึงมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง ทำให้เกิดสิวกำเริบได้แท้ที่จริงแล้วไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกัน

วัยรุ่นบางรายมีความต้องการทางเพศสูง แต่ไม่กล้าปลดปล่อยด้วยวิธสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง เพราะมีความรู้สึกผิดและกลัวสิวกำเริบ ทำให้ยิ่งเกิดความเครียดและสิวเป็นมากขึ้น

เคยพบผู้ปกครองบางรายที่สอนลูกไม่ให้สำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง ทำให้เด็กเกิดความเก็บกดและหาทางออกโดยไปเที่ยวโสเภณีแทน ซึ่งนับว่ามีอันตรายเพราะเสี่ยงต่อการติดโรคเอดส์ที่กำลังระบาดอย่างหนัก ทั้งในไทยและทั่วโลก

เคยมีเด็กวัยรุ่นข่มขืนฆ่าผู้หญิงเพราะเกิดความต้องการทางเพศ และแม่สั่งสอนไม่ให้สำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง จึงหาทางออกด้วยวิธีที่รุนแรงเช่นนั้น

การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองจัดเป็นเรื่องธรรมชาติและไม่มีส่วนกระตุ้นให้เกิดสิวแต่อย่างใด

วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

สิวที่ไม่ใช่สิว ที่คิดที่เห็นว่าเป็นสิวนั้นอาจไม่ใช่

สิวที่ไม่ใช่สิว ที่คิดที่เห็นว่าเป็นสิวนั้นอาจไม่ใช่

ตุ่มเล็กตุ่มใหญ่บนใบหน้านั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นสิวเสมอไปหรอกครับ อย่างเช่นในกรณีของหนุ่มรายหนึ่ง มีตุ่มตามใบหน้ามาตั้งแต่เป็นเด็ก เมื่ออายุย่างเข้าวัยรุ่น ตุ่มโตตามตัวขึ้นมา อีกทั้งยังเริ่มส่งอกระจกเพราะห่วงใยความหล่อเหลาของตนเอง ทีแรกคิดว่าตนเองเป็นสิวซื้อยาทาและสบู่รักษาสิวมาทามาฟอกเองอยู่ตั้งนานก็ไม่ดีขึ้น จึงต้องมาพบแพทย์ในที่สุด

ตุ่มบนใบหน้าของผู้ป่วยรายนี้ ไม่ใช่สิวหรอกครับ ลักษณะที่แท้จริงจัดเป็นเนื้องอกของผิวหนังที่เรียกว่า adenoma sebaceum ตุ่มจะมีลักษณะภายนอกที่แตกต่างจากสิว คือตุ่มเนื้องอกชนิดนี้มีลักษณะเหลืองเป็นมันใส ถ้าดูใกล้ๆ อาจพบหลอดเลือดฝอยขนาดเล็กจำนวนมากมาย ตุ่มเนื้องอกชนิดนี้มักพบตามร่องข้างแก้ม, แก้มและคาง และยังอาจพบได้ตามหน้าผาก, หนังศีรษะและใบหู

ความสำคัญของตุ่มเนื้องอกชนิดนี้ก็คือเป็นลักษณะหนึ่งของกลุ่มอาการที่เรียกว่า tuberous sclerosis ซึ่งเป็นโรคทางกรรมพันธุ์อย่างหนึ่ง ถ่ายทอดแบบลักษณะเด่น (autosomal dominant) พบได้ราว 5-7 รายต่อประชากร 100,000 คน

ลักษณะของกลุ่มอาการนี้ประกอบด้วยอาการแสดงทางผิวหนัง คือ ตุ่มเนื้องอกตามใบหน้า (adenoma sebaceum) ดังที่ได้เคยกล่าวไปแล้ว และยังอาจพบผื่นผิวหนังที่มีลักษณะคล้ายผิวหนังหมู (pigskin) เป็นผื่นนูนหนาสีเนื้อจนออกเหลืองและมีผิวขรุขระเหมือนหนังหมู ผื่นแบบนี้ภาษาแพทย์เรียกว่า shagreen patch นอกจากนั้นก็ยังพบหย่อมด่างขาวตามตัว และเนื้องอกรอบๆเล็บได้ อาการทางร่างกายด้านอื่นที่พบได้ คือ อาการชักและสติปัญญาอ่อน

พบว่ามากกว่าร้อยละ 50 ของผู้ป่วยกลุ่มอาการนี้มีสติปัญญาอ่อน และมากกว่าร้อยละ 75 มีอาการชัก

ดังนั้น หากเป็นสิวที่ไม่ใช่สิวเช่นในกรณีนี้ ก็ต้องรีบไปปรึกษาแพทย์ล่ะครับ เพราะจำเป็นต้องตรวจร่างกายกันยกใหญ่ อาจต้องถ่ายภาพเอกซเรย์สมองและถ่ายภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองตามความจำเป็นในแต่ละราย

ต้องรักษาอาการชัก และรับคำแนะนำในด้านการวางแผนครอบครัว เพราะพ่อหรือแม่ที่เป็นโรคนี้หากมีลูกไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง ร้อยละ 50 มีโอกาสเกิดกลุ่มอาการนี้ เรียกว่าโอกาสเสี่ยงมีถึงครึ่งต่อครึ่งทีเดียว

ส่วนในแง่ความสวยความงาม แพทย์อาจตัดตุ่มเหล่านี้ออกโดยใช้การจี้ด้วยไฟฟ้า (electrosurgery), ใช้เลเซอร์ (laser surgery), หรือการขัดผิวหนัง (Dermabrasion)

จะเห็นได้ว่าสิวนั้นมีมากกมายหลายพันธุ์ ดังนั้น หากคุณเป็นสิวแล้วรักษาไม่หายเสียที ก็อาจไม่ใช่สิวธรรมดา จึงควรไปพบแพทย์

วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

สิวเรื้อรังที่รักแร้ ทำให้เกิดแผลเป็นได้

สิวเรื้อรังที่รักแร้ ทำให้เกิดแผลเป็นได้

สิวเรื้อรังที่รักแร้ หรือที่เรียกภาษาแพทย์ว่า Hidradenitis suppurativa มีลักษณะเป็นสิวและตุ่มหนองอักเสบเรื้อรัง เมื่อหายจะเกิดแผลเป็น พบได้ที่รักแร้ อาจพบที่บริเวณอวัยวะสืบพันธุ์และทวารหนัก และใต้ราวนมในเพศหญิงด้วย

ลักษณะเฉพาะของสิวพันธุ์นี้คือพบสิวอุดตัน 2 หัว (double comedone) คือเป็นสิวหัวดำที่มีรูเปิดสู่ผิวหนัง 2 จุด ซึ่งมีทางต่อเชื่อมระหว่างรูเปิดนี้ใต้ผิวหนัง อาจพบรอยโรคนี้หลายปีก่อนมีอาการอื่นกำเริบ

สิวพันธุ์นี้จะแตกต่างจากสิวทั่วไปคือ มีอาการกำเริบลุกลาม และก่อให้เกิดแผลเป็นที่รักแร้ คลำดูอาจพบแผลเป็น เป็นแท่งแข็งในผิวหนัง

สาเหตุของสิวพันธุ์นี้เชื่อว่าเกิดจากรูขุมขนอุดตัน ร่วมกับความผิดปกติของต่อมเหงื่ออะโพครีน (apocrine) ซึ่งเป็นต่อมเหงื่อเฉพาะที่รักแร้ ซึ่งจะหลั่งของเหลวสีน้ำนมที่เมื่อทำปฏิกิริยากับแบคทีเรียแล้วก่อให้เกิดกลิ่นตัวขึ้นมา

ฮอร์โมนเพศน่าจะมีส่วนร่วมต่อการเกิดสิวพันธุ์นี้ จึงไม่พบสิวพันธุ์นี้ก่อนวัยรุ่นและหลังหมดประจำเดือนไปแล้ว


สิวหน้าแดง...เป็นทั้งสิวและมีหน้าแดงด้วย







สิวหน้าแดง...เป็นทั้งสิวและมีหน้าแดงด้วย

สิวหน้าแดง (Acne rosacea หรือ rosacea) พบในคนอายุเกิน 30 ปี ลักษณะเป็นปื้นแดง, บวม, มีตุ่มแดงและตุ่มหนองเล็กๆ ร่วมกัน พบหลอดเลือดฝอยขยายตัวที่ตามแก้ม, หน้าผาก, และจมูก

พบว่าการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ผสมทำให้อาการหน้าแดงกำเริบได้ แต่แอลกอฮอล์ไม่ใช่สาเหตุโดยตรง

การถูกแสงแดดจัดทำให้อาการของหน้าแดงกำเริบขึ้นได้เช่นกัน

แต่เดิมเชื่อว่าการดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกาแฟอีน เช่น กาแฟ ทำให้อาการกำเริบได้ ปัจจุบันเชื่อว่าอาการกำเริบนั้นขึ้นกับความร้อนของกาแฟมากกว่า ดังนั้น การดื่มเครื่องดื่มร้อนๆ ทุกชนิดจะกระตุ้นอาการนี้

ผู้ป่วยที่เป็นมากมักมีจมูกแดงและมีตุ่มสิวที่จมูก ซึ่งเมื่อเป็นเรื้อรังทำให้จมูกโตขึ้น และแลดูผิดรูปผิดร่างไป เรียกว่า rhinophyma


สิวจากเชื้อยีสต์...เชื้อเกลื้อนอาจทำให้เป็นสิวได้

สิวจากเชื้อยีสต์...เชื้อเกลื้อนอาจทำให้เป็นสิวได้

พบว่าบางคนมีตุ่มแดงหรือตุ่มหนองขนาดเล็กที่มักขึ้นบนตุ่มแดงที่บริเวณหน้าอกและหลังช่วงบน และมักมีอาการคันร่วมด้วย ซึ่งสิวทั่วไปมักไม่คัน เมื่อได้รับการรักษาแบบสิวธรรมดาก็ไม่ค่อยดีขึ้น

สิวในลักษณะนี้ อาจเกิดจากเชื้อยีสต์ คือ เชื้อ Pityrosporum ovale (malassezia furfur) ซึ่งเป็นเชื้อตัวเดียวกับที่ก่อให้เกิดเกลื้อน สิวเช่นนี้จะตรวจพบเชื้อยีสต์จำนวนมากในรูขุมขน จึงเรียกชื่อภาษาแพทย์ว่า Pityrosporum folliculitis

แนวทางการรักษาสิวชนิดนี้ นอกจากให้การรักษาสิวแบบทั่วไปแล้ว ยังต้องได้ยาทาหรือกินยาฆ่าเชื้อยีสต์ร่วมด้วย นานต่อเนื่องกัน 6 ถึง 8 สัปดาห์