ชนิดต่างๆของยาปฏิชีวนะกินเพื่อรักษาสิว
ยากินรักษาสิวที่นิยมใช้กันมากที่สุด คือ เตตราซัยคลีน (tetracycline),อีริโทรมัยซิน (erythromycin), แบกทริม (Bactrim) และมิโนชัยคลีน (minocycline)
ตัวที่นิยมใช้กันมากที่สุดก็คือ เตตราซัยคลีน การกินยาตัวนี้ควรกินยาในขณะที่ท้องว่าง นั่นคือ กินยาก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง ถึง 1 ชั่วโมงครึ่ง หรืออีกทีหนึ่งก็กินยาหลังกินอาหารนานเกิน 2 ชั่วโมงไปแล้ว เราพบว่าอาหารโดยเฉพาะที่ทำจากนม เช่น ไอศกรีม, เนย จะขัดขวางการดูดซึมของยาตัวนี้จากระบบทางเดินอาหาร
นอกจากนั้นพวกแร่ธาตุ เช่น เหล็กในวิตามิน เกลือแร่ที่กินก็จะขัดขวางการดูดซึมของตัวยาได้ จึงไม่ควรกินยาพร้อมกับอาหารและวิตามินจำพวกนี้
ยาปฏิชีวนะชนิดกิน บางตัวอาจทำให้ผิวไวต่อแสงแดด แพทย์ที่สั่งจ่ายยาอาจแนะนำให้คุณหลีกเลี่ยงแสงแดด และทายากันแดดร่วมไปด้วย แต่ก็ไม่ควรใช้ยากันแดดที่เหนอะหนะเกินไป เพราะเนื้อครีมที่เหนอะหนะอาจกระตุ้นให้เกิดสิวขึ้นมาได้
เราพบเสมอว่า หลายๆคนเมื่อกินยาปฏิชีวนะ ในช่วงแรกอาจเกิดอาการมวนท้องและคลื่นไส้ได้โดยเฉพาะในช่วง 2 ถึง 3 วันแรก
คุณผู้หญิงบางคนกินยาปฏิชีวนะรักษาสิวต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน อาจเกิดการติดเชื้อยีสต์แคนดิดาในช่องคลอดได้ ทำให้มีของเหลวไหลจากช่องคลอดและมีอาการคัน ในกรณีนี้ต้องไปพบแพทย์ เพื่อรักษาการติดเชื้อยีสต์ในช่องคลอด พร้อมกับให้แพทย์พิจารณาว่าสมควรกินยาปฏิชีวนะต่อไปไหม
ยาเตตราซัยคลีนมีผลต่อกระดูกและฟันของเด็กอ่อนในครรภ์ จึงห้ามหญิงมีครรภ์กินยาตัวนี้
ในกรณีที่มีข้อแทรกซ้อนจากการกินยาเตตราซัยคลีนแล้วแพทย์อาจเปลี่ยนมาให้อีริโทรมัยซินซึ่งเป็นยาที่มีราคาแพงกว่าอย่างไรก็ตาม ยาตัวนี้อาจก่อให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้เช่นกัน
ในบางรายที่อาการของสิวไม่ดีขึ้นหลังจากได้รับยาเตตราซัยคลีน แพทย์อาจเปลี่ยนมาใช้ยาแบกทริม สำหรับยาตัวนี้มีข้อควรระวังคือ อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ยา และการแพ้ยาแบกทริมซึ่งเป็นยาในกลุ่มซัลฟา อาจมีอาการรุนแรงมากได้
ส่วนมิโนซัยคลีนนั้นจัดเป็นยากลุ่มเตตราซัยคลีน แต่ได้ผลดีกว่า จึงเหมาะที่จะนำมาใช้รักษาผู้ป่วยสิวที่ไม่ตอบสนองต่อการได้ยาเตตราซัยคลินและอีริโทรมัยซิน ยาตัวนี้อาจทำให้เกิดรอยดำที่ฟัน, ที่รอยสิว รวมทั้งรอยดำในช่องปากด้วย จึงต้องหมั่นระวังตรวจดู อย่างไรก็ตาม รอยดำนี้จะค่อยๆ จางลงเมื่อหยุดกินยาแล้ว
ส่วนยาปฏิชีวนะชนิดทานั้นที่ใช้กันมากก็คือ อีริโทรมัยซินและคลินดามัยซิน มีอยู่หลายรูป เช่น เป็นสารละลายแอลกอฮอล์, เจล และออยด์เมนต์ แพทย์จะเป็นผู้เลือกให้คุณว่ารูปแบบใดที่เหมาะสำหรับผิวหนังของคุณ
ยากินรักษาสิวที่นิยมใช้กันมากที่สุด คือ เตตราซัยคลีน (tetracycline),อีริโทรมัยซิน (erythromycin), แบกทริม (Bactrim) และมิโนชัยคลีน (minocycline)
ตัวที่นิยมใช้กันมากที่สุดก็คือ เตตราซัยคลีน การกินยาตัวนี้ควรกินยาในขณะที่ท้องว่าง นั่นคือ กินยาก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง ถึง 1 ชั่วโมงครึ่ง หรืออีกทีหนึ่งก็กินยาหลังกินอาหารนานเกิน 2 ชั่วโมงไปแล้ว เราพบว่าอาหารโดยเฉพาะที่ทำจากนม เช่น ไอศกรีม, เนย จะขัดขวางการดูดซึมของยาตัวนี้จากระบบทางเดินอาหาร
นอกจากนั้นพวกแร่ธาตุ เช่น เหล็กในวิตามิน เกลือแร่ที่กินก็จะขัดขวางการดูดซึมของตัวยาได้ จึงไม่ควรกินยาพร้อมกับอาหารและวิตามินจำพวกนี้
ยาปฏิชีวนะชนิดกิน บางตัวอาจทำให้ผิวไวต่อแสงแดด แพทย์ที่สั่งจ่ายยาอาจแนะนำให้คุณหลีกเลี่ยงแสงแดด และทายากันแดดร่วมไปด้วย แต่ก็ไม่ควรใช้ยากันแดดที่เหนอะหนะเกินไป เพราะเนื้อครีมที่เหนอะหนะอาจกระตุ้นให้เกิดสิวขึ้นมาได้
เราพบเสมอว่า หลายๆคนเมื่อกินยาปฏิชีวนะ ในช่วงแรกอาจเกิดอาการมวนท้องและคลื่นไส้ได้โดยเฉพาะในช่วง 2 ถึง 3 วันแรก
คุณผู้หญิงบางคนกินยาปฏิชีวนะรักษาสิวต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน อาจเกิดการติดเชื้อยีสต์แคนดิดาในช่องคลอดได้ ทำให้มีของเหลวไหลจากช่องคลอดและมีอาการคัน ในกรณีนี้ต้องไปพบแพทย์ เพื่อรักษาการติดเชื้อยีสต์ในช่องคลอด พร้อมกับให้แพทย์พิจารณาว่าสมควรกินยาปฏิชีวนะต่อไปไหม
ยาเตตราซัยคลีนมีผลต่อกระดูกและฟันของเด็กอ่อนในครรภ์ จึงห้ามหญิงมีครรภ์กินยาตัวนี้
ในกรณีที่มีข้อแทรกซ้อนจากการกินยาเตตราซัยคลีนแล้วแพทย์อาจเปลี่ยนมาให้อีริโทรมัยซินซึ่งเป็นยาที่มีราคาแพงกว่าอย่างไรก็ตาม ยาตัวนี้อาจก่อให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้เช่นกัน
ในบางรายที่อาการของสิวไม่ดีขึ้นหลังจากได้รับยาเตตราซัยคลีน แพทย์อาจเปลี่ยนมาใช้ยาแบกทริม สำหรับยาตัวนี้มีข้อควรระวังคือ อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ยา และการแพ้ยาแบกทริมซึ่งเป็นยาในกลุ่มซัลฟา อาจมีอาการรุนแรงมากได้
ส่วนมิโนซัยคลีนนั้นจัดเป็นยากลุ่มเตตราซัยคลีน แต่ได้ผลดีกว่า จึงเหมาะที่จะนำมาใช้รักษาผู้ป่วยสิวที่ไม่ตอบสนองต่อการได้ยาเตตราซัยคลินและอีริโทรมัยซิน ยาตัวนี้อาจทำให้เกิดรอยดำที่ฟัน, ที่รอยสิว รวมทั้งรอยดำในช่องปากด้วย จึงต้องหมั่นระวังตรวจดู อย่างไรก็ตาม รอยดำนี้จะค่อยๆ จางลงเมื่อหยุดกินยาแล้ว
ส่วนยาปฏิชีวนะชนิดทานั้นที่ใช้กันมากก็คือ อีริโทรมัยซินและคลินดามัยซิน มีอยู่หลายรูป เช่น เป็นสารละลายแอลกอฮอล์, เจล และออยด์เมนต์ แพทย์จะเป็นผู้เลือกให้คุณว่ารูปแบบใดที่เหมาะสำหรับผิวหนังของคุณ